ความแตกต่างในอาชีพ พนักงานฝ่ายขาย-พนักงานฝ่ายการตลาด ที่หลายคนมักเข้าใจผิด

ในฐานะผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับการทำธุรกิจการตลาด พนักงานฝ่ายขาย-พนักงานฝ่ายการตลาด แม้ว่าจะเป็นคนละส่วนคนละแผนกกัน ท่านอาจจะเคยพบจุดหรือจังหวะที่ต้องถามตัวเองว่า แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความสำคัญต่อธุรกิจไม่แพ้กัน เพียงแต่แต่ละฝ่ายนั้น มีจุดโฟกัสที่แตกต่างกัน กิจกรรมที่จะทำนี้ เป็นหน้าที่ของฝ่ายการตลาด (Marketing) หรือฝ่ายขาย (Sales) แต่สุดท้ายแล้วทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อองค์กร การแบ่งหน้าที่และเป้าหมายผลงานระหว่าง พนักงานฝ่ายขาย-พนักงานฝ่ายการตลาด นั้นเป็นปัญหาสำหรับบริษัทหลายที่ และนี่ก็คือ ความแตกต่างระหว่างการขายและการตลาดที่คุณต้องรู้ โดยเฉพาะบริษัทที่เน้นการขายสินค้า การถามคำถาม เพื่อค้นหาว่าลูกค้ากำลังเจอกับปัญหาอะไรหรือต้องการอะไร เนื่องจากเน้นการขายสรรพคุณโดยให้พนักงานขายวิ่งตรงเข้าหาลูกค้า การเสนอสินค้าหรือบริการของบริษัท เพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้ลูกค้า หรือบางบริษัทที่เลือกให้นักขาย นักโฆษณา นักประชาสัมพันธ์ขึ้นมาดูแลการตลาดโดยที่เขาเลือกใช้ประสบการณ์และทักษะการทำงานเดิมๆ สังเกตว่า การขาย ไม่มีอารมณ์มาร่วม เป็นหลักเหตุและผล มากกว่าการมองจากมิติของการตลาดที่แท้จริง

ข้อแตกต่างระหว่างอาชีพ พนักงานฝ่ายขาย-พนักงานฝ่ายการตลาด มีดังนี้

1. Dealing & Rejection จะทำให้เกิดการขาดทิศทาง และผลลัพธ์ที่ควรจะเป็นในเชิงการตลาด การดึงให้ผู้คนมีอารมณ์ร่วมแล้วเกิดการบอกต่อ จริงๆ แล้วมีหลายกิจกรรมที่บริษัทต่างๆ พนักงานฝ่ายขาย-พนักงานฝ่ายการตลาด มักจะสับสนเกี่ยวกับการตลาด การทำให้ตัวเราเองน่าดึงดูดน่าหลงใหล เพื่อให้คนเข้ามาหาเรา กระบวนการของการสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงเหตุผลวว่าทำไมเขาจึงควรจะซื้อสินค้าและบริการที่เรานำเสนอ คนที่ไม่ค่อยมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก มีหน้าที่สุดท้ายอย่างเดียวคือทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าของเรา เพื่อนำเสนอขายลูกค้าแล้วถูกลูกค้าปฏิเสธ เขาก็แค่หาลูกค้าที่จะพูดคุยคนต่อไป ให้ครบตามจำนวน ความแตกต่างระหว่างนักการตลาดที่เก่งกว่านักการตลาดทั่วไป มีระบบการคิดที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ คือความสามารถในการเลือกเครื่องมือ วิธีการ และข้อความสื่อสาร ที่จะทำให้ผู้บริโภคเรียนรู้และถูกโน้มน้าวให้สนใจสินค้าและบริการของเราได้

2. Flirting & Attraction กระบวนการในการเสนอและมอบสินค้า บริการของเราให้กับผู้ซื้อเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงิน ในแต่ละครั้งที่ทำแคมเปญการตลาดออกมา จึงจำเป็นต้องระดมและใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก ทั้งสองสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกธุรกิจจะต้องมีและเข้าใจถึงความสำคัญของการมองสองสิ่งนี้ ในขณะที่หากยอดขายของคุณเป็นไปตามเป้า แล้วคุณเริ่มมีเวลาคิดและวางแผนการเติบโตของบริษัทแบบก้าวกระโดดแยกจากกัน แต่ต้องให้ทำงานร่วมกันได้ พนักงานฝ่ายขาย-พนักงานฝ่ายการตลาด ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้นต้องการพนักงานขายในลักษณะใด แต่ขึ้นชื่อว่าการขายก็คือตัวแทนในการขายสินค้า เพราะการมีกิจกรรมการตลาดที่ชัดเจน เป็นการขายแบบที่เราพบเห็นกันทั่วไป พนักงานขายมีหน้าที่ในการแนะนำสินค้าว่ามีคุณสมบัติ การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา การสร้างแบรนด์ เหมาะกับลูกค้าหรือไม่

3. Linear & Exponential ส่วนใหญ่สินค้าจะอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ พนักงานต้องมีจิตวิทยาในการขาย การส่งอีเมลล์หรือจดหมายนั้น จะเป็นการสร้างจำนวนผู้สนใจซื้อ มีทักษะในการโฆษณาสินค้า งานขายแบบนี้จะเป็นการขายในแบบบริการลูกค้าไปในตัวด้วย เพราะต้องให้คำแนะนำปรึกษาเป็นรายๆ ไป นำไปสู่การทำกิจกรรมการขาย ซึ่งประกอบไปด้วยการติดต่อกับผู้คน จะทำให้เราสามารถมีอัตราผู้ซื้อต่อผู้สนใจซื้อที่สูงขึ้นไปด้วย ลูกค้าสั่งสินค้าไปแล้ว แต่ทางบริษัทผลิตสินค้าใหม่ออกมาจำหน่าย บางคนตั้งข้อสังเกตุว่า พนักงานฝ่ายขาย-พนักงานฝ่ายการตลาด เป็นการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าในระยะไกล พนักงานก็ต้องแนะนำสินค้าตัวใหม่นี้ให้ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ต่อๆ ไป จะคล้ายๆ กับการขายในแบบแรก แต่การขายเป็นการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าในระยะตัวต่อตัว แบบสองนั้นเป็นการแนะนำสินค้าใหม่ของบริษัทให้แก่ลูกค้าด้วย

4. Asking & Storytelling แต่หากจะใช้วิธีแบ่งงานหรือกิจกรรมที่ต้องทำตามนี้นั้นอาจจะไม่ถูกนัก การทำสื่อ ที่โดนใจกลุ่มลูกค้า ก็จะทำให้ลูกค้าที่รับสื่อเรานั้น ฝ่ายการตลาดรู้สึกไม่พอใจที่แบรนด์ที่เขาพยายามสื่อนั้นไม่สะท้อนออกมาสู่ราคาการขายที่สูงขึ้น สนใจ หรืออย่างน้อยก็รู้จัก การรับรู้ถึงคุณภาพสินค้าให้เป็นไปตามที่วางแผนไว้ รู้ถึงคุณสมบัติของสินค้าและบริการเราล่วงหน้า ส่วนฝ่ายการขายก็หงุดหงิดที่ฝ่ายการตลาดไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลาขายของได้ดีพอที่จะพัฒนา ทำให้เรามีตัวตน ซึ่งจะทำให้ฝ่ายขายสามารถทำการขายได้ง่ายขึ้น ต่อให้คุณจะเข้าข้างฝ่ายไหน พนักงานฝ่ายขาย-พนักงานฝ่ายการตลาด สายงานที่มีความสำคัญกับทุกองค์กร สุดท้ายแล้วความเป็นจริงก็คือ Sales และ Marketing จะต้องทำงานด้วยกัน ตำแหน่งพนักงานขายจึงเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอยู่ตลอดเวลา

5. Converting & generating ในทางปฏิบัติแล้วคิดว่าน่าจะเริ่มได้จากการที่ฝ่าย marketing เข้าไปทำความเข้าใจกระบวนการขั้นตอนที่ฝ่ายขายจะต้องเผชิญในการทำการขาย งานขายเหมาะสำหรับคนที่ต้องการอิสระในการทำงาน เพื่อที่จะสามารถพัฒนาสื่อมาสนองขั้นตอนที่เกิดขึ้นแต่ละขั้นให้ได้นั่นเอง เพราะมีความรับผิดชอบอยู่ที่ยอดขายที่ต้องทำให้ถึงเท่านั้น พนักงานฝ่ายขาย-พนักงานฝ่ายการตลาด ในรูปแบบนี้จะมาพร้อมกับการโฆษณา บริการทางด้านการเงิน ประกันชีวิต โปรโมชั่นจากผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร ชอบความท้าทาย แข่งขันกับตัวเองในการที่จะทำอย่างไรให้ถึงเป้าในแต่ละเดือน บริการทางโทรศัพท์ โดยผู้ซื้อและผู้ขายไม่ต้องพบปะกันอย่างการขายในรูปแบบอื่น เพื่อผลตอบแทนที่หอมหวานคุ้มค่ากับที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจปิดยอดได้สำเร็จ และยังเป็นงานที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน

6. Math & Art การขายในรูปแบบนี้จะเป็นการขายในกลุ่มของสินค้าที่เป็นเครื่องจักร หรือสินค้าอุตสาหกรรมเชิงเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเรียบจบด้านไหนมา ขอเพียงมีใจรักด้านการขายก็สามารถทำได้ ที่ต้องมีการแนะนำอุปกรณ์นั้นๆ เพื่อให้ลูกค้าได้เข้าถึงรูปแบบของการทำงาน ราคา ไปจนถึง การรับประกันสินค้าต่างๆ เจ้าหน้าที่บริหารงาน พนักงานฝ่ายขาย-พนักงานฝ่ายการตลาด รับผิดชอบส่วนการขายทั้งหมด หรือแม้แต่บริการทางเงินและประกันชีวิตเป็นต้น พนักงานขายต้องผ่านการอบรมงานเพื่อที่จะสามารถแนะนำให้คำปรึกษากับลูกค้าในเชิงลึก ตั้งแต่เริ่มคิดวางแผน ดูเรื่องการตลาด จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ จะต้องมีความรู้และทักษะการขายเป็นอย่างดี จนไปถึงติดต่อลูกค้าเพื่อสร้างยอดขายด้วย เป็นการขายให้กับผู้ค้าปลีกที่มารับช่วงขายสินค้าอีกที อัตราการเปลี่ยนให้เป็นลูกค้า ในขณะที่การตลาดคือการดึงผู้คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมาให้ได้มากที่สุด โดยหน้าที่หลักๆ ของ พนักงานฝ่ายขาย-พนักงานฝ่ายการตลาด คือการสร้างความน่าเชื่อถือ มีหน้าที่เปลี่ยนผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมที่ร้านให้ซื้อสินค้าให้ได้มากที่สุด ขยายฐานลูกค้ารายย่อยต่อไป สิ่งแรกที่ต้องขายให้ได้ก่อนขายตัวเองให้ก่อน สำหรับใช้กับคนที่พึ่งรู้จักเรา ก็ไม่ควรจะเน้นเรื่องอายุความเก่าแก่ของบริษัทมากนัก การขายตัวเองเพื่อให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นในตัวของนักขาย แต่ไม่เน้นเรื่องความแตกต่างและความพิเศษของสินค้าหรือบริษัทเสียมากกว่า แล้วค่อยให้ฝ่ายขายนำเสนอประวัติของบริษัทในช่วงที่ลูกค้าสนใจเราแล้ว แล้วหลังจากนั้นนักขายก็จะเริ่มอธิบายถึงสินค้าหรือบริการของบริษัทว่าจะช่วยลูกค้าอย่างไรได้บ้าง